ประวัติของ อำเภอเกษตรวิสัย ดั้งเดิมนั้นอำเภอเกษตรวิสัยเป็นเมืองขึ้นกับสุวรรณภูมิ มีอาณาเขตกว้างขวาง เก่าแก่มานานเดิเรียกว่า “ เมืองเกษ ” มีพระยาศรีเกษตราธิไชย(หง้า)เป็นอุปราชผู้ขอตั้งเมืองขึ้น ในสมัยรัชการที่ 5 มีพระบรมราชโองการให้ตั้งเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านดอนเสาโฮง(ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอพนมไพร) แต่พระศรีเกษตราธิไชย ผู้รับราชโองการเห็นว่า
บ้านดอนเสาโฮงอยู่ในทำเลที่ไม่เหมาะ จึงขอพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนที่ตั้งใหม่จากบ้านดอนเสาโฮง มาตั้งอยู่ที่กู่กาโดน ซึ่งในสมัยนั้นอยู่ในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ เพราะเห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมอุดมสมบูรณ์ดี และได้รับพระราชานุญาตให้ขนานนามว่า “ เมืองเกษ ” เชื่อกันว่าที่ได้ชื่อว่าเมืองเกษ เพราะมีต้นดอกเกษเป็นจำนวนมากรวมทั้งมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร ถึงกับมีคำกล่าวขานต่อกันมาเสมอว่า “ข้อยอยู่ก้ำเมืองเกษคำน้ำซุ่ม ปลากุ่มบ้อนคือแข่แก่งหาง ปลานางบ้อนคือขางฟ้าลั่น จักจั่นฮ้องคือฆ้องลั่นยาม ” นั่นคือเมืองเกษแห่งทุ่งกุลาร้องไห้
ดินแดนภาคอิสานที่ตั้งของอำเภอเกษตรวิสัยแห่งนี้ มีชื่อเรียกกันมานานจนหาที่มาไม่ได้ว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” เชื่อกันว่าทุ่งที่ราบกว้างแห่งนี้มีความแห้งแล้งทุรกันดาร จนชาว กุลา ซึ่งเป็นพ่อค้าเร่ที่มีความอดทนมาก ที่เดินทางมาค้าขายข้ามทุ่งแห่งนี้ถึงกับต้องร้องไห้
สภาพทางภูมิศาสตร์
อำเภอเกษตรวิสัยตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดร้อยเอ็ดประมาณ 46 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 805.51 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้
- ทิศเหนือ ติดกับอำเภอจตุรพักตรพิมาน
- ทิศใต้ ติดกับอำเภอชุมพลบุรี และอำเภอท่าตูมของจังหวัดสุรินทร์
- ทิศตะวันออก ติดกับอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
- ทิศตะวันตก ติดกับอำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด
ลักษณะภูมิประเทศ
พื้นที่โดยทั่วไปแล้วเป็นที่ราบอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ เหมาะแก่การทำนาจึงทำให้อำเภอเกษตรวิสัยมีชื่อเสียงเกี่ยวกับพันธุ์ข้าว คือ ข้าวหอมมะลิ สภาพพื้นดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย เก็บความชื้นได้น้อยความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ จึงมักมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำสำหรับการเพาะปลูก นอกจากนั้นแล้วพื้นที่บางส่วนยังประสบปัญหาดินเค็มอีก ทำให้การเพาะปลูกไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
ลักษณะดินและอากาศ
ลักษณะดินทั่วไปเป็นดินทราย เก็บความชุ่มชื้นและเก็บน้ำได้ไม่นาน ความอุดมสมบูรณ์ของ ดินค่อนข้างต่ำ การเพาะปลูกไม่ได้ผลเท่าที่ควร มีแม่นำหลายสายไหลผ่าน ได้แก่
- ลำน้ำเสียว ต้นน้ำเกิดจากอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ไหลผ่านอำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย ไหลลงสู่แม่น้ำมูลที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
- ลำน้ำเตา ต้นน้ำเกิดจากอำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ไหลผ่านอำเภอปทุมรัตต์ มาบรรจบกับลำน้ำเสียวที่ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด
- ลำน้ำพลับพลา ต้นน้ำเกิดจากจังหวัดนครราชสีมา ไหลผ่านตำบลทุ่งทอง ตำบลดงครั่ง ใหญ่ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด
- ลำกุดกู่ ขุดลอกจากลำน้ำเดิม เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกพืชผัก และปล่อยพันธุ์ปลา แหล่งน้ำดังกล่าว ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ต่อการเกษตรกรรมมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าแล้ง จะขาดแคลนน้ำ อุณหภูมิจะสูงถึง 35 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,200 มิลิเมตร
สภาพทางเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพ
อาชีพส่วนใหญ่ของชาวเกษตรวิสัยได้แก่ การทำนาและเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตทางการเกษตรที่ สำคัญ คือ ข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวหอมมะลินั้น ปลูกมากที่สุดในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งจะกินเนื้อที่ 3 ใน 4 ส่วน ของพื้นที่ทั้งหมดของอำเภอโดยมีพื้นที่ทำนาทั้งสิ้น 375,740 ไร
ปลูกข้าวหอมมะลิ 272,789 ไร่ ให้ผลผลิต 336 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกข้าวเหนียว 84,626 ไร่ ให้ผลผลิต 310 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ปลูกพืชไร่ จำนวน 2,517 ไร่ โดยจะแบ่งการเพาะปลูก พืช ไม้ยืนต้น 554 ไร่ ปลูกพืชไร่ 342 ไร่ มีกลุ่มเกษตรกรทำนา รวม 11 กลุ่ม กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร รวม 28 กลุ่ม
ซึ่งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ คือ กลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่ กลุ่มผลิตภัณฑ์รังไหม และกลุ่มแม่บ้านทำข้าวเม่า นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเยาวชนอีก 11 กลุ่ม
นอกจากนั้นแล้ว อาชีพที่ทำรายได้เสริมจากการทำนาคือ อาชีพเลี้ยงปลา ซึ่งมีการเลี้ยงกันมากที่บริเวณลำน้ำเสียว แถบบ้านเมืองบัว หัวดงกำแพง บ้านสะแบง สามารถทำรายได้เฉลี่ย 30,000-50,000 บาทต่อปี
การคมนาคม
ปัจจุบันอำเภอเกษตรวิสัยสามารถติดต่อกับอำเภอหรือจังหวัดใกล้เคียงได้สะดวก โดยทางรถ ยนต์ มีรถสายสำคัญผ่านหลายสาย
คือ อุบลฯ-กรุงเทพฯ, มุกดาหาร-กรุงเทพฯ , โขงเจียม-กรุงเทพฯ , อำนาจเจริญ-กรุงเทพฯ , ยโสธร-กรุงเทพฯ , พนมไพร-กรุงเทพฯ , นครพนม-กรุงเทพฯและสุวรรณภูมิ-กรุงเทพฯ
นอกจากนี้การติดต่อกับจังหวัดต่างๆ อาศัยทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงจังหวัด ส่วนการคมนาคมภายในอำเภอไปยังหมู่บ้านต่างๆ มีทางหลวงชนบทติดต่อได้ทุกหมู่บ้าน ทางหลวงแผ่นดินมี 2 สาย คือหมายเลข 202 จากจังหวัดนครราชสีมาไปจังหวัดยโสธร ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 214 จากจังหวัดร้อยเอ็ดผ่านอำเภอเกษตรวิสัยไปจังหวัดสุรินทร์
การอุตสาหกรรม พานิชยกรรม และงานบริการต่างๆ
ในท้องที่อำเภอเกษตรวิสัย อุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อม และอุตสาหกรรมในครัวเรือน จำแนกได้ดังนี้
- โรงสีข้าวขนาดใหญ่ 1 แห่ง
- โรงสีข้าวขนาดเล็ก 276 แห่ง
- โรงทำอิฐ 2 แห่ง
- โรงงานทำอิฐบล็อค เสาปูน 4 แห่ง
- โรงงานไม้แปรรูป 3 แห่ง
- โรงงานน้ำแข็ง 2 แห่ง
- ปั๊มน้ำมัน 4 แห่ง
- ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ 8 แห่ง
- อู่ซ่อมรถยนต์ 3 แห่ง
- ธนาคาร 3 แห่ง
การปกครอง
- แบ่งการปกครองเป็น 13 ตำบล
- จำนวนหมู่บ้าน 17 หมู่บ้าน
- เทศบาลตำบล 2 แห่ง
- องค์การบริหารส่วนตำบล 13 แห่ง
ประชากรและภาษา
ประชากรในเขตเทศบาล 148,701 คน
- แยกเป็นชาย 9,252 คน
- แยกเป็นหญิง 9,444 คน
ประชากรนอกเขตเทศบาล 81,314 คน
- แยกเป็นชาย 40,700 คน
- แยกเป็นหญิง 40,614 คน
ด้านการศึกษา
- โรงเรียนสังกัดสำนักงานประถมศึกษาจังหวัด 59 แห่ง
- โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา 5 แห่ง
- สังกัดกรมอาชีวศึกษา 1 แห่ง
ด้านสวัสดิการและความปลอดภัย
- สถานีตำรวจประจำอำเภอ 1 แห่ง
- สถานีตำรวจประจำตำบล 1 แห่ง
ด้านสาธารณสุข
- โรงพยาบาลขนาด 30 เตียง 1แห่ง
- สถานีอนามัย 13 แห่ง
ศาสนาและความเชื่อ
ชาวอำเภอเกษตรวิสัยนับถือศาสนาพุทธด้วยความเลื่อมใส ศรัทธามาแต่โบราณ ซึ่งสร้าง ความสงบสุขมาตลอด ในปี 2543 อำเภอเกษตรวิสัยมีวัดทั้งหมด 110 วัด แบ่งออกเป็นวัดมหานิกาย 108 วัด วัดธรรมยุติ 2 วัด จำแนกเป็นวิสุงคามสีมา 33 วัด สำนักสงฆ์ 70 วัด ที่พักสงฆ์ 7 แห่ง วัดร้าง 4 วัด
แหล่งโบราณคดี โบราณสถาน และโบราณวัตถุที่สำคัญ
- แหล่งโบราณคดีโนนกระด่อง
เป็นชุมชนโบราณปัจจุบันอยู่ด้านหลังโรงพยาบาลเกษตรวิสัย มีลักษณะเป็นเนินดินขนาด ใหญ่ สำรวจพบภาชนะดินเผาขนาดใหญ่เนื้อหยาบภาชนะทรงกลมลายเขียนสี และภาชนะดินเผาขนาดเล็กหลายรูปแบบ รวมทั้งฝาปิดภาชนะ สันนิฐานว่าใช้กับพิธีฝังศพครั้งที่สอง นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุอื่นเป็นตุ๊กตาดินเผา และ ขวานหิน
- แหล่งโบราณบ้านเมืองบัว
ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองบัว เป็นชุมชนโบราณมีลักษณะสูงๆต่ำๆ มีคูน้ำคันดินล้อมอยู่โดยรอบ ภายในเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน ห่างไปทางทิศเหนือประมาณ 300 เมตร มีลำน้ำเสียวใหญ่ไหลผ่านจากการสำรวจ พบเศษภาชนะดินเผากระจายอยู่บนเนินดิน และผนังดินที่เป็นร่องน้ำบริเวณคูน้ำและคันดิน ฝังลึกลงไปในดินประมาณ 4 เมตร บางที่พบโครงกระดูกมนุษย์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ด้านทิศตะวนตกพบภาชนะดินดินเผาขนาดใหญ่ก้อนกลมลายเชือกทาบ ขัดผิวมัน เขียนและทาสีแดงบรรจุกระดูกอยู่เป็นจำนวนมาก
- ปราสาทกู่กาสิงห์
ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่22 ต.กู่กาสิงห์ สันนิฐานว่าสร้างขึ้น เพื่อเป็นเทวสถานอุทิศถวายแด่พระอิศวร เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ประกอบด้วยปราสาท 3 หลังบนฐานเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือใต้ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีบรรณาลัยตั้งอยู่ 2 ข้าง ปราสาทล้อมด้วยกำแพง และมีซุ้มประตูทั้งสี่ทิศ
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเป็นศิลปแบบปาปวน มีอายุราวปี พ.ศ.1560-1630 นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น ทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ศิวลึงค์ ภายในปรางค์ประธานยังพบแผ่นทองศิลาฤกษ์ดุนลายเป็นรูปใบไม้และกลีบบัว อีกจำนวนหนึ่ง
- กู่โพนระฆัง
โบราณสถานตั้งอยู่ห่างจากกู่กาสิงห์ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 500 เมตร จากการพิจารณาถึงการวางแผนผังและเทคนิคการก่อสร้าง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ องค์ปรางค์ประธานก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบด้วยกำแพงสี่เหลี่ยม ซึ่งมีโคปุระ หรือซุ้มประตูอยู่ทางด้านหน้าเพียงด้านเดียว มีบรรณาลัยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสกรุด้วยศิลาแลงนอกกำแพงทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 1 สระ รูปแบบและผังของปราสาทแห่งนี้เป็นแบบสถาปัตยกรรมขนาดเล็ก ที่เรียกว่า " อโรคยศาล" ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงให้สร้างขึ้นในเขตปกครองของพระองค์ เมื่อราวปีพุทธศตวรรษที่ 18
- กู่โพนวิจ
โบราณสถานตั้งอยู่ห่างจากกู่กาสิงห์ไปทางทิศเหนือประมาณ 500 เมตร บนเนินดินขนาดใหญ่ ปกคลุมด้วยวัชพืชนานาชนิด คงเหลือเฉพาะร่องรอยส่วนฐานศิลาแลงให้เห็นเป็นบางส่วน และแท่งหินทรายขนาดใหญ่ตกหล่นอยู่บริเวณเดียวกัน โบราณวัตถุที่พบได้แก่ ปฏิมากรรมรูปบุรุษ ซึ่งปัจจุบันนำไปเก็บไว้ที่อาคารเก็บวัตถุภายในบริเวณวัดบูรพากู่กาสิงห์ ลักษณะของผ้านุ่งปฏิมากรรมเป็นศิลปะเขมรแบบเกลียง อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 16

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น